ห้องกระจก วัดบวร - พระลิขิต- เงินอุดหนุนสังฆราช 300 ล้านบาท- ภูเขาไฟที่รอการปะทุ.
------------------------------------------
- หลังจากที่ได้ดีเบตเรื่องเงินอุดหนุนสมเด็จพระสังฆราช กับพุทธอิสระทางโพสต์ไปวันก่อน.
- ผมคิดว่าก็น่าจะสร้างความกระจ่างไปได้มากแล้ว เกี่ยวกับเรื่องนี้.
- หากพูดเรื่องนี้ ไม่พูดถึงห้องกระจกแห่งวัดบวร เรื่องก็หมดความสำคัญไป.
- วันนี้ผมจะพาไปรู้จัก ดินแดนที่เรียกเสียหรูว่า "ห้องกระจก"นั่น ที่แท้จริงมันคืออะไรกันแน่ ในไสตล์ เจ้าคุณเบอร์ลินนะครับ (รูปภาพที่แนบมานั้นผมเองไปมาล่าสุดนี้เองครับ).
---------------------------------
- ผมคิดว่า อาจทำให้สังคมตอนนี้ คงจะได้เห็นว่า ไอ้ดินแดนที่ดูเหมือนสงบดูเหมือนบริสุทธิ์ผุดผ่องชวนน่าศรัทธาเลื่อมใสนั้น ในอีกด้านหนึ่งว่าไง.
- ซึ่งแท้ที่จริงแล้วอาณาบริเวณนี้ มันแฝงด้วยสภาพทที่สกปรกโสโครก ตรงข้ามกับภาพที่โชว์แหกตาสังคม มาอย่างนานเท่านานเช่นไร.
------------------------------------
- มีผู้ใหญ่หลายท่าน ทั้งพระทั้งโยม มาบอกเจ้าคุณเบอร์ลินหลังโพสต์เรื่องเงินอุดหนุนังฆราชนั้นมาว่า.. "ตรงจุดแล้ว ".
- ท่านยังบอกต่อว่า...
"ขอให้จี้ต่อไป แต่อย่าให้คนไม่เกี่ยวข้อง หรือ วงการสงฆ์โดยรวม กระทบมากนัก"
- ขอให้เจ้าคุณมั่นใจได้เลยว่า .....
"เพื่อเป็นการป้องกันผู้ที่จิตใจหยาบช้า เลวทราม ไม่ให้ นำไปเป็นเหตุทำร้ายผู้อื่น อีกต่อไป".
- ท่านว่าต่อว่า.....
"เนื่องจากช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เรื่องเลวร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวงการพระพุทธศาสนา ได้สร้างความยุ่งยากให้คณะสงฆ์
ก็ล้วนมีที่มาจากห้องกระจก ทั้งสิ้น".
- แล้วก็ให้ข้อมูลตรงกับทีมงานของผมว่า....
"ที่สำคัญต้นเหตุแห่งการเรื่องร้องเรียนเงินเกือบ 300 ล้าน ของสมเด็จพระสังฆราช ในวันนี้ นั่นเอง".
-----------------------------------------------
- ห้องกระจกฝั่งรากในวัดบวรนานแค่ไหน สร้างความยุ่งยากให้วัดบวรมากน้อยเพียงไร
คนวัดบวรนั่นแหละรู้ดีที่สุด.
----------------------------------------
- พระและคนที่เขามีใจเป็นธรรม รักความถูกต้อง รักวัดบวร และมีเคารพนับถือในองค์สมเด็จญาณ ฯ เขาอึดอัดกันทั้งนั้น.
- จึงอยู่ในสถาพน้ำท่วมปาก พูดออกไปไม่ได้ มีแต่เสียกับเสีย ทั้งอาจเกิดอันตรายต่างๆกับตนอย่างไม่คาดคิดอีกด้วย.
-----------------------------
- ยิ่งเมื่อสมเด็จพระสังฆราชทรงอาพาธ ด้วยแล้ว.
- ห้องกระจกก็ยิ่งปรากฏฉายรัศมีแห่งอำนาจมืด แผ่ครอบคลุมทั่วสังฆมณฑล หนักเข้าอีก.
- โดยเฉพาะ เกิดมีฤาษีคอยแปลงสาส์น สารพัด คือ
"ให้พระอักษรเป็นพระลิขิต
ให้พระลิขิตเป็นพระบัญชา
แล้วนำพระลิขิตไปแสวงหาผลประโยชน์นานาประการ
ทั้งเงินทอง ตำแหน่ง ลาภยศ".
---------------------------------------
- จนชื่อเสียงห้องกระจกเน่าฟอนเฟะ ส่งกลิ่นชั่วกลิ่นเหม็นไปทั่วบ้านทั่วเมือง
ก็แปลกนะครับ กลิ่นเหม็นเหล่านี้ พอเดินเข้าวัดบวรกลับกลายเป็นกลิ่นหอมไปได้ไงก็ไม่ทราบ.
- ทุกคนเงียบหมด ไม่พระหรือคน.
- เรื่องเหล่านี้ ใครๆ เขารู้กันทั้งนั้น.
- ด้วยทรงฤทธิ์ทรงเดช จึงปลุกเสกได้สารพัด.
- ดังนั้น จึงมีพระหลายรูปได้เป็นเจ้าคุณ จนถึงรองสมเด็จ โดยง่าย.
- โดยแทบไม่ต้องถามหาคุณสมบัติหรือกฎระเบียบใดๆทั้งสิ้น.
- ก็อิทธิฤทธิ์เพราะห้องกระจก นี้แหละบันดาลได้สารพัดนึก.
------------------------------
- ยังไม่เพียงแค่นั้น ฤทธิ์เดชชั่วนี้ ก็ยังขยายไปสู่อาณาจักรของคนไม่ใช่พระอีกนั่นก็คือ.....
- มีคนหลายคนได้เป็นนายพลนายพัน ก็เพราะห้องกระจกนี้ด้วย.
- ที่แทบไม่น่าเชื่อเลยก็คือ ....
"ดันมีอีกหลายคนเช่นกัน ที่ได้เป็นคุณหญิง คุณนาย เพราะห้องกระจกนี้เช่นกัน"
-----------------------------------
- ตำนานห้องกระจกนี้ BBC หรือCNN คงได้รู้สักวันนะครับ ในอนาคต
ถึงเวลานั้นเมืองไทยอาจดังก้องโลกด้วยเรื่องเน่าๆก็ได้ คงสนุกกันบ้างงานนี้.
----------------------------------------
- ไอ้ที่เคยกระหยิ่มใจมาตลอดว่า.......
"ใครมันจะมากล้ากับกู".
งานนี่คิดผิดคิดใหม่ได้นะครับ.
จึงขอสั้น ๆ เป็นของฝากจากเจ้าคุณเบอร์ลิน ว่า...
"ผมเอาแน่ ถ้ายังไม่หยุดชั่ว".
----------------------------------------------------------
พระลิขิตเป็นเสมือนใบเบิกทาง จู่โจมเข้าหาเป้าหมายที่ล็อกไว้
- ว่ากันว่า เงินทองที่สะพัดหมุนเวียนผ่านห้องกระจก นั้น.
- มีมูลค่ามหาศาล ตลอดจนการออกเหรียญรุ่นต่างๆ ให้เช่าบูชา โดยที่เงินไม่มีตกถึงวัดเลย.
- ทุกวันนี้ ถ้าใครต้องการพิสูจน์เรื่อง นี้ ก็ไม่ยาก.
- แค่เดินทะลุไปด้านหลังวัดบวร ไปถึงติดคลอง ก็จะพบสารพัดห้อง/ซุ้มให้เช่าวัตถุมงคลเต็มไปหมด.
-----------------------------------------------
- หากพระเณรรูปใด ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของห้องกระจก.
- แม้จะปฏิบัติดีแค่ไหน เก่งแค่ไหน มีความดี มีความรู้สามารถเพียงไร.
- ก็จะกระเด็นกระดอน ไม่สามารถอยู่ในวัดบวรได้ จะถูกห้องกระจกบีบให้ออกจากวัด.
- โดยเรื่องนี้ มีอดีตสามเณรอุปัฏฐากเฝ้าหน้าเตียงสมเด็จพระสังฆราช เป็นตัวอย่างไปแล้ว.
- ท่านยังต้องระเหเร่ร่อนออกจากวัดไป เพียงเพราะไม่เห็นด้วยกับวิธีการของห้องกระจก.
------------------------------------
- ข้อนี้ไม่รู้มีใครบอกให้พุทธอิสระรู้บ้างหรือไม่.
- เหตุเลวร้ายทั้งหลายทั้งปวง ที่เกิดขึ้นกับคณะสงฆ์ จนเกิดความยุ่งยากวุ่นวาย แบบหาข้อยุติไม่ได้ทั้งหมด จนเหมือนจะยิ่งกว่าสมัยฮ่องแต้จีนเสียอีกนั้น.
- ก็ล้วนมาจากห้องกระจก ทั้งสิ้น.
---------------------------------------------
- ดังนั้น พอโพสต์เจ้าคุณเบอร์ลิน ที่สมมติ ดีเบต กับ พุทธอิสระ ในครั้งที่แล้วนั้น.
- ก็ยิ่งทะลุทะลวงจนถึงห้องกระจก เหมือนทะลวงแหล่งผลประโยชน์มหาศาล ชนิดไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน.
- จากนั้นคล้อยหลังไม่กี่ชั่วโมง ก็มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับวัดบวร.
- ได้ ติดต่อมาหา และขอร้องเจ้าคุณเบอร์ลินถึงเยอรมันว่า..
"ให้หลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องเงินสมเด็จพระสังฆราช เพราะเกรงจะกระทบพระเกียรติ".
- ผู้ใหญ่ท่านนี้เป็นที่คุ้นเคยกันมานานมาก ซึ่งก็คงไม่ต้องปกปิดอะไร .
- ผมเองก็ติดนิสัยที่ว่า..
"หากพูดเรื่องงาน ผมจะไม่เกรงใจใคร เพราะหลวงพ่อสมเด็จเกี่ยวท่านสอนไว้อย่างนี้ ท่านว่า "ไม่เช่นนั้น งานจะเสีย".
-------------------------------------------------------
- ผมเจ้าคุณเบอร์ลิน จึงถามท่านกลับไปตรง ๆ ว่า..
"ก็ตอนที่พุทธอิสระไปยื่นหนังสือให้ สตง ตรวจสอบเงินสมเด็จพระสังฆราช แล้วทำไม ไม่มีใครพากันเกรงว่า จะทำให้กระทบพระเกียรติพระองค์ท่านล่ะ"
" หรือเห็นว่า ตอนนั้นได้เปรียบ รอส้มหล่น เลยทำเป็นนิ่งๆ แต่พอเรื่องจะย้อนเข้าหาตัว ก็ใช้มุก "เกรงจะกระทบพระเกียรติ" .
- ท่านรู้นิสัยผมดี ท่านก็เงียบ.
- ผมมีจังหวะ จึงฝากบอกลอยๆไปว่า ..
"งานนึ้ ผมเอาจริง นะ
บอกมันด้วยว่า
มาไงก็ไปงั้น
คดีมาก็คดีไป
และหากจะให้ผมหยุด
ก็ไม่ยาก
แต่มันต้องหยุดชั่วก่อน".
---------------------------------
- ผมอยากขอให้สังคมได้โปรดรู้ว่า ..
คนพวกนั้น สร้างความเสื่อมเสียพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราชมามากพอแล้ว.
- ถึงขนาดใช้ห้องกระจกเป็นแหล่งต่อลอง เสนอลาภยศต่อพระมหานิกายมาแล้ว.
- ซึ่งหลายต่อหลายรูปที่ดูมีสง่าราศี ที่จะส่งเสริมฝ่ายธรรมยุตได้.
- ฝ่ายห้องกระจก ก็จะดำเนินการติดต่อ ขอต่อลองโดย ขอให้ญัตติใหม่แปลงเป็นธรรมยุติทันที.
- ดูพฤติกรรมซีครับ ไม่เรียกว่า"โคตรชั่ว จะให้เรียกว่าอะไรดี".
- ใครเงียบก็เงียบไป แต่ผมเจ้าคุณเบอร์ลินขอประกาศไว้เลย
"ผมไม่เงียบแน่นอน มันเริ่มเรื่องก่อนผมด้วย".
--------------------------------------------------
- กรณีนี้ ผมอยากจะให้สังคม และศิษย์ธรรมกายทั่วโลกได้รู้ไว้อย่างว่า ..
"หากพระรูปที่ว่านั้น หากไม่ยอมเปลี่ยนก็จะมีชะตากรรมเยี่ยงท่านธมฺมชโยหรือไม่".
- ผมชี้ได้แค่นี้ และชี้ให้แล้ว ก็ไปคิดต่อยอดเอาเอง อย่ามาโลกสวยกันอยู่เลยครับ.
- มาอยู่กับความจริงกันดีกว่า.
-------------------------------
- ส่วนพุทธอิสระ นั้นเขาคงไม่ให้ญัตติใหม่เป็นธรรมยุติ เพราะคุณสมบัติไม่ถึงขั้น อีกทั้งยัง รูปชั่วตัวดำ.
- แถมจิตใจยิ่งดำสนิท อย่างนี้ ไม่ตรงสเป็ค เขาเก็บไว้หลอกใช้ เพื่อให้ทำงานแบบบ้าๆ บ้อ ๆดีกว่า.
- แค่ผลงาน กินนอนกับม๊อบนี่ก็เกินบรรยายแล้วครับ.
------------------------------------
- หันมาดูคุณสมบัติ อย่างท่านธัมมชโย จึงต้องตรงสเป๊กตามสูตรเพื่อให้แปลงนิกายครบถ้วน.
------------------------------
- ผมจะเผยให้ก็ได้ว่า ทำไมผมกว่า30 ปี ที่ผมทราบเรื่องแบบนี้มาแล้ว และผมจึงนับถือคุณธรรมในใจ ของท่านธัมมชโย ที่ผมสัมผัสได้ แบบตาเนื้อ ใจเนื้อ ของคนธรรมดาแบบผมนั้น คืออะไร ก็คือ ..
"ผมนับถือ เรื่องใจแข็งของท่าน ก็เรื่องไม่แปลงนิกายนี้ของท่าน นะแหละครับ"
- เรื่องนี้ผมก็ไม่ทราบว่า จะมีกี่คนที่รู้เรื่องนี้ แต่งวในพระทำงานเขาทราบกันทั้งนั้น.
- แม้แต่กลุ่มธรรมกายก็ตาม หากยังไม่รู้ก็พากันรู้ไว้ชะ.
- แล้วเหล่าศิษย์ทั้งหลายจะได้รู้ว่า
"อาจารย์ตนเองต้องต่อสู้มารหลายด้านอย่างไร".
- แล้วท่านจะศรัทธาหลวงพ่อท่านมากขึ้น อย่ามามัวโลกสวยกันนักเลย.
---------------------------------------------------------
- เรื่องแบบนี้ จริงหรือไม่ ก็ต้องไปถามเจ้าคุณแขก เจ้าคุณราช เจ้าคุณเทพกันเอาเอง ว่า ...
เป็นอย่างที่เจ้าคุณเบอร์ลินว่าไหม.
-------------------------------------------------
เรื่องเงินอุดหนุนสังฆราช
ระเบิดลูกใหญ่ที่วัดบวรหลบไม่พ้น.
- ตอนนี้ หลังโพสต์ครั้งที่แล้ว ของผมออกไป แล้ว.
- เรื่องเงินสมเด็จพระสังฆราช คงเดือดร้อนกันไปทั่ว ไม่ว่าพระ ไม่ว่าคน ทำให้ฝ่ายชั่วพากันพะวงหน้าพะวงหลังจับทางไม่ถูกว่า..
"เจ้าคุณเบอร์ลินมันจะออกทางไหนกันแน่".
- ล่าสุดถึงขนาดไปติดต่อเจ้าคุณในต่างประเทศองค์หนึ่ง เพื่อให้มาขอร้องเจ้าคุณเบอร์ลิน ให้ยุติเรื่องนี้.
- บอกตรงๆ พอรู้ว่าเป็นใครที่ฝากข้อความมาถึง.
- ผมเจ้าคุณเบอร์ลินออกจะเวทนาจริง ๆ เพียงแค่อยากจะให้ยุติเพราะเพียงเห็นแก่หน้า แก่วัดใหญ่หรอ.
- ประเมินกันต่ำไปมั้งครับ.
- แค่นึกถึงพระศาสนาเป็นหลัก จะเอาแค่นึกเวทนาแล้วใจอ่อนไปได้อย่างไร.
- จะดูถูกเจ้าคุณเบอร์ลินต่ำไปหน่อยมั้งครับงานนี้.
-----------------------------
- เหตุที่บอกว่า เดือดร้อนกันหนัก ขอให้สังเกต ขณะนี้เกิดปรากฏการณ์
"หัวฝีแตก หนองไหล" .
- ร้อนถึงนายไพบูลย์ นิติตะวัน ต้องย่างสามขุมออกมาสาวหมัดมั่ว จนถูกเย้ยทั้งประเทศ.
- แบบเสียรูปมวย มาบอกว่าพระมีบัญชีธนาคาร "ผิดศีล" ร้องเรียนให้สำนักงานพระพุทธศาสนาตรวจสอบพระที่มีบัญชีธนาคาร.
- ผลงานคุณไพบูลย์ครั้งนี้ เรียกว่า หมดราคาปรมาจารย์กฏหมายระดับต้นๆ ของรัฐบาลไทย ซึ่งเคยเป็นมือวางที่นายกลุงตู่ไว้วางใจ เพื่อจะให้เป็นหัวหอกปฏิรูปพระพุทธศาสนา กำหนดชะตากรรมพระสงฆ์ทั้งประเทศ.
- ขอให้ดูพฤติกรรม ดูความคิดของคนที่จะมากำหนดชะตากรรมพระศาสนา.
- มันจะอะไรกันนักกันหนา คุณไพบูลย์ เอ้ย วันๆยังนอนหลับได้อยู่หรือ.
- ผมจะบอกให้ หากคุณไพบูลย์เห็นว่า พระไม่ควรมีบัญชีธนาคาร เกรงจะผิดศีล 227 ข้อ จะพากันลงนรกหมกไหม้เพราะรับเงิน รับทอง.
- ผมไม่อยากเปิดประเด็นใหม่ว่า.
" ถ้าอย่างนั้น หลวงตาบัวมิลงนรกไปก่อนใครแล้วหรือ ก็เห็นประกาศรับเงินทองกันป่าวๆ นี่".
- นั่นแหละคำตอบดีที่สุด ของ คนชอบของปลอม เชิญเลย.
---------------------------------------------
-เอาอย่างนี้ เจ้าคุณเบอร์ลิน ขอแนะนำ หากมีบัญชีธนาคารแล้วมันยุ่งมาก.
- ก็ขอนิมนต์หลวงพ่อ หลวงปู่เจ้าอาวาสวัดไหน ใครมีบัญชีธนาคารใด.
- นิมนต์ไปปิดบัญชีกันเสียให้หมดเลยครับ.
- ธนาคารกรุงไทยกับธนาคารไทยพาณิชย์ เจ้าอาวาสน่าจะใช้บริการมากสุด.
- ไปปิดก่อนเลยครับ ไหนๆ ก็ไหนๆ เอาให้หลุดโลกไปเลยกับพวกบ้าไปเลย.
- แล้วเอาเงินมาใส่ตุ๋มฝังไว้ป่าช้าหลังวัด.
- วันไหนจะซื้ออิฐซื้อปูนซ่อมวัด จะจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่อยไปขุดขึ้นมา.
- จะเอากันอย่างนี้ใช่ไหม
-----------------------------
- ทำไมไม่นึกถึงความเป็นจริง ชีวิตจริง ข้อเท็จจริงกันบ้าง.
-อย่าเพี้ยนตามคนบ้าไม่กี่คนอยู่เลยครับ.
- ผู้มีอำนาจทั้งหลาย พอเสียที อย่าเอาแต่สนุก เมามัน สะอกสะใจ มัวเพ้อฝันหาสวรรค์วิมานอะไรอยู่เลย พระศาสนาเสียหายมากเกินแล้วครับ..
- รู้มัยครับ แค่คุณไพบูลย์เปิดประเด็นไม่ให้พระมีบัญชีเท่านั้น.
- ก็สะเทือนถึงธนาคารกรุงไทยกับธนาคารไทยพาณิชย์แล้ว.
- เกิดเป็นจริงขึ้นมา พระรวมตัวกันไปถอนเงินไปฝังใส่ตุ่มไว้จริง มันจะยุ่งเอานะ.
- ที่จริง ว่าไปแล้ว การที่คุณไพบูลย์ไปยื่นตรวจสอบบัญชีพระที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินี่.
- ก็ทำไม่ถูก น่าจะเป็นการยื่นผิดที่ผิดทางนะครับผมว่า.
- ที่ถูก ต้องไปยื่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน ดีเอสไอ หรือไม่ก็เป็น สตง จึงจะตรงตามธงที่ตั้งกันไว้โน้น.
- มีผู้สันทัดกรณีวิเคราะห์ว่า การที่คุณไพบูลย์ทำอย่างนั้น.
- เป็นการแก้เก้อเท่านั้นเอง.
- เพราะครั้งนี้วางแผนผิดพลาด ไม่นึกว่าจะเจอสวนกลับแบบหมัดตรง.
- เพราะว่าไปแล้ว ตอนนี้ เนื่องจากพุทธอิสระกำลังเพลี้ยงพล้ำให้แก่เจ้าคุณเบอร์ลินอย่างหนัก ในกรณีที่ไปยื่นขอให้ สตง ตรวจสอบเงินสมเด็จพระสังฆราช (ลับนะนี่).
- ซึ่งขณะนี้ ผมทราบว่า เกิดอาการหนาวถึงไขสันหลังไปหลายรายทั้งพระทั้งคน.
- เพราะถ้าหากเกิดมีใครหัวใส ย้อนศรไปยื่นหนังสือขอให้ สตง. ยืนตามพุทธอิสระตรวจสอบเงินดังกล่าว บ้าง อย่าหยุดตรวจ.
- งานนี้ ทั้งเจ้าคุณแขก เจ้าคุณราช เจ้าคุณเทพ คนใดคนหนึ่ง หรือทั้ง 3 บรรลัยก่อนกำหนดแน่.
- มีหวังถูกจับยัดคุกกันหมดแก๊งค์.
- เพราะตอนนี้ ข่าววงในแจ้งมาว่า ...
ขณะนี้ เจ้าคุณแขก เจ้าคุณราช เจ้าคุณเทพ กำลังสารวนกับการหาเอกสารค่าใช้จ่ายกันวุ่น.
-----------------------------------
- เจ้าคุณเบอร์ลินเตือนบอกแล้ว ว่า อย่าคบคนบ้า มันจะพาลงเหว ก็ไม่ยอมฟังกัน.
- คนจับหอก เอง ตอนนี้ ก็รู้ว่าพลาดอย่างหนักเข้าให้แล้ว.
- จึงวางเกมใหม่ ทำทีสลับเบี้ยตัวใหม่เดินเกมส์ เป็นการสลับหน้าเล่น เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ.
- เพราะเจ้าคุณเบอร์ลินและทีมงาน ตีถูกขนดหางอย่างจัง.
- ทั้งบาดเจ็บ ทั้งอับอาย ทั้งโกรธแค้น กรณีเงินอุดหนุนสมเด็จพระสังฆราช.
- แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร.
- จึงต้องตีกรรเชียงหนี ด้วยการเปิดประเด็นตลกหลวง พระมีบัญชีธนาคาร "ผิดศีล" ออกทะเลไปโน้น.
-----------------------------------
- ขอถามสักคำ แล้วที่ไอ้ที่พระแขก พระราช พระเทพ รับเช็ค เกือบ 300 ล้าน แทนสมเด็จพระสังฆราช ตลอดนั้น.
- ไม่ยักกะผิดศีล ใช่ไหมคุณไพบูลย์.
- เพราะเช็คมันเป็นแค่เศษกระดาษ เพียงใส่ตัวเลขลงไปตามจำนวนที่ระบุ ไม่ใช่เงินมั้ง จึงไม่ผิดศีล หรอ กรรมเวรจริง ๆ สังคมลวง ๆ นี่.
- แหมถ้าไม่เกรงใจว่าเป็นโพสต์สาธารณะ จะด่าให้หนักกว่านี้ "เวร".
คุณไพบูลย์ น่าจะตื่นได้แล้ว อย่ามโนไปตาม ดร. มโน นักเลย .
-----------------------------------
การดำเนินการตรวจสอบ
เงินุดหนุนสังฆราช ฯ/ผู้เกี่ยวข้อง/หน่วยงานรับผิดชอบหนาวๆร้อนๆ
- ที่จริง การตรวจสอบเงินอุดหนุนสมเด็จพระสังฆราช ปีละ 23 ล้าน นับตั้งแต่ทรงอาพาธเมื่อปี 2544 จนถึงสิ้นพระชนม์ ปี 2556 รวม 13 ปี นั้น.
- คิดเป็นเงินเกือบ 300 ล้าน นั้น ไม่ใช่เรื่องยาก ใดๆเลย ถ้าตั้งใจหรือหวังดีต่อพระศาสนาจริงๆ.
- เพียงแค่ขอให้ทำงานกัน 3 ภาคส่วน ก็จะได้ข้อเท็จจริงแล้ว คือ
ข้อที่ ๑.
ต้องมีผู้ไปยื่นให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน.
- ตรงนี้ วินิจฉัยว่า ..
"เงินจำนวนนี้ นอกจากสมเด็จพระสังฆราชแล้ว
ใครเป็นผู้มีอำนาจในการเบิกจ่ายได้บ้าง
เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช มีอำนาจเบิกจ่ายได้หรือไม่"
- แค่นี้ก็จบ.
- หากผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่วินิจฉัย.
- เพราะอ้างว่า ไม่มีผู้มายื่นให้วินิจฉัย .
- ผมว่า ก็คงจะมีผู้ไปยื่นหนังสือขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัย เป็นแน่.
------------------------
- หากยื่นแล้วยังไม่วินิจฉัยอีก.
- ก็อาจมีคนไปยื่น มาตรา ๑๕๗ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ต่อไปตรงนี้ก็เป็นแน่อีกเช่นกัน.
-------------------------------------------------------------
อนาคตอันใกล้นี้ อาจเห็นของดี.
- วิเคราะห์ตามนี้ ไม่ว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน จะวินิจฉัยออกมาอย่างไร.
- จะวินิจฉัยว่า "เลขาฯ เบิกจ่ายได้" หรือ วินิจฉัยว่า "เลขาฯ เบิกจ่ายไม่ได้" ก็คงเป็นปัญหา อย่างแน่นอน.
- เพราะ หากผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยออกมาว่า เลขานุการเบิกจ่ายเงินส่วนนี้ได้ นั้น.
- ก็น่าจะเป็นการวินิจฉัยที่สวนทางกับข้อเท็จจริง.
- เพราะข้อเท็จจริงนั้น เลขานุการ ไม่ว่าจะเป็นเลขานุการของตำแหน่งใด
ก็เป็นเพียงผู้สนองงานเท่านั้น.
- ไม่ใช่ผู้มีอำนาจในการสั่งการ.
- ดังนั้น การเบิกเงินงบประมาณ ก็จะเข้าข่ายใช้อำนาจสั่งการ ซึ่งเป็นการทำเกินอำนาจหน้าที่งานเลขานุการ
ใช่หรือไม่?....ไปวินิจฉัยกันเอง.
-หากผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยออกมาว่า .....
"เลขานุการไม่สามารถเบิกเงินส่วนนี้ได้"
- ก็จะเป็นการทำไปโดยพลการ เพราะหากเบิกจ่ายไม่ได้ วุ่นพิลึกไหมครับ.
- แล้วขอถามว่า เลขาพระสังฆราช มาใช้อำนาจอะไร ในการเบิกเงินเกือบ ๓๐๐ ล้านนี้ออกไปใช้.
ข้อที่ ๒.
- ต้องยื่นให้ ดีเอสไอ เข้าไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย เกี่ยวกับเงินเกือบ ๓๐๐ ล้าน.
- เนื่องจากคดีนี้มีความสำคัญ เกี่ยวข้องกับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เป็นเรื่องอยู่ในความสนใจของประชาชนพุทธบริษัท.
- และคาดว่า หนึ่งในผู้ที่มีบทบาทในการเบิกจ่ายเงินสมเด็จพระสังฆราช เป็นเจ้าคุณแขก ไม่น่าจะถือสัญชาติไทย ก็ยังสงสัยในสัญชาติ.
- ก็ต้องดูว่า มีส่วนรู้เห็นในการเบิกจ่ายเงินส่วนนี้หรือไม่.
- หากพบว่า รู้เห็นเป็นใจ มีส่วนด้วย.
- อาจถึงขั้นบอกชาวพุทธไทย คงต้องช่วยกัน เนรเทศออกนอกประเทศ ไปเลยโดยไม่ต้องรอกฎหมายเพราะหลักฐานอะไรให้เสียเวลา.
- โทษฐานไม่รู้คุณข้าวแดงแกงร้อนของคณะสงฆ์ไทย.
ข้อที่ ๓.
- ต้องมีผู้ไปยื่นให้ สตง .เข้าไปตรวจสอบว่า การใช้จ่ายเงินสมเด็จพระสังฆราชของฝ่ายเลขานุการ(ห้องกระจก) เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และระเบียบกระทรวงการคลังหรือไม่.
- เนื่องจากขณะนั้น สมเด็จพระสังฆราชทรงอาพาธยาวนาน.
- จึงเป็นไปไม่ได้ว่า จะทรงได้ใช้งบประมาณในส่วนนี้.
- เพราะในขณะนั้น มีคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จึงไม่ทรงได้ปฏิบัติศาสนกิจมาร่วม ๑๓ ปี.
- หากไม่ได้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินดังกล่าว ตามระเบียบของกระทรวงการคลัง สตง ต้องทำหนังสือแจ้งไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อเรียกเงินดังกล่าวคืนคลัง.
- หรือ หากมีการใช้
- ผู้ใช้ก็ต้องแสดงต้นขั้วจำนวนเงินที่รับมา และชี้แจงที่มาที่ไปรายรับรายจ่ายพร้อมทั้งหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้.
- เพื่อความโปรงใส และเป็นการป้องกันผู้ที่จิตใจหยาบช้า เลวทราม จะนำไปเป็นเหตุให้ร้ายผู้อื่น.
- หากผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบหาข้อยุติตามขั้นตอนที่เจ้าคุณเบอร์ลินแนะนำไว้นี้.
- ก็จะทำให้ประชาชนสิ้นความสงสัยเกี่ยวกับเงินพระสังฆราชลงได้.
- ที่สำคัญ และสมเจตนารมณ์ของพุทธอิสระที่ต้องการเห็นคนเข้าคุก ก็จะสำเร็จประโยชน์ทุกประการ แต่อาจเปลี่ยนเป้าหมายคนเข้าคุกจากเดิมไปเท่านั้น.
----------------------------------------
ตอนนี้ก็อยู่ที่ว่า
ใครจะกล้าเดินเอากระดิ่งไปผูกคอเสือ
"พุทธอิสระกล้าๆหน่อยนะงานนี้
อย่าเอาแต่โม้รายวัน
มัวแต่ทำเรื่องไร้สาระไปวันๆ
ชาวบ้านเขาเบื่อเองนะ
รู้เปล่า".
โชคดีมีชัยทุกท่าน
เนื่องในวันสงกรานต์ยุครัฐบาลบิ๊กตู่กันนะครับ.
เจ้าคุณเบอร์ลิน
09.04.2016
แนบภาพบริเวณหน้าหัองกระจก วัดบวร กทม.
วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559
แฉ!!! ใครกันแน่ที่ทำลายสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ
ปัญหาจริงคือสหกรณ์มีเงินหมุนเวียน 21,000 ล้าน
แต่ไปปล่อยกู้ 12,000 ล้าน จนขาดสภาพคล่อง
บัญชีติดลบ หมุนเงินไม่ได้ จนจะล้มละลาย
ทางแก้ที่ถูกต้องที่จะฟื้นฟูสหกรณ์ได้คือ
1. ต้องขอผ่อนผันจากเจ้าหนี้
2. ต้องหาแหล่งเงินทุนเพิ่ม
3. ต้องทวงเงินจากลูกหนี้
4. ต้องเพิ่มฐานสมาชิก
ไม่ใช่ปล่อยให้ DSI มาตั้งข้อหาฟอกเงินตามใจชอบ
ซึ่งเท่ากับเป็นการแช่แข็งธุรกรรมการเงินของสหกรณ์แบบ 100 %
และมีโอกาสล้มละลายอย่างแน่นอน เพราะจะไม่มีสถาบันการเงินใดๆ ยอมปล่อยกู้ให้สกหรณ์อย่างแน่นอน ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก
ศิษย์วัดพระธรรมกายเข้าใจถึงสถานการณ์เรื่องนี้
จึงตั้งกองทุน 600 กว่าล้าน เพื่อช่วยให้สหกรณ์ฟื้นตัว
เพื่อช่วยให้สมาชิกสหกรณ์ 53,000 คน ไม่ล้มละลายตามไปด้วย
เพราะรู้ว่าในสถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้
ยากที่จะมีสถาบันการเงินใดยอมปล่อยกู้ให้อีก
มิหนำซ้ำ การที่สหกรณ์อ่อนแอแบบนี้
คู่แข่งอื่นยิ่งมองเป็นโอกาสดีที่จะลดคู่แข่ง
ซึ่งเป็นธนาคารประชาชนขนาดใหญ่ลงไปอีก 1 รายด้วย
แต่แล้วปัญหากลับยิ่งเลวร้ายลง
เมื่อ DSI กลับมาตั้งข้อหาฟอกเงินเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
ซึ่งกระทบกระเทือนใจต่อกลุ่มลูกศิษย์ที่ลงขันช่วยสหกรณ์เป็นอย่างมาก
1. รู้สึกเหมือนถูกสหกรณ์หักหลัง ทั้งที่จริงใจช่วยเหลือ
2. รู้สึกเหมือน DSI ต้องการเจาะจงเล่นงานเฉพาะวัดพระธรรมกาย
3. รู้สึกเหมือนกำลังหลอกสมาชิกสหกรณ์ 53,000 คน ว่าเงิน 12,000 ล้าน สามารถตามทวงคืนได้ที่วัดพระธรรมกาย
>>>>แต่ในความเป็นจริง เงิน 12,000 ล้านนั้น จากเช็ค 857 ใบนั้นถูกกระจายออกไป 7 กลุ่ม ใน 7 กลุ่มนี้ มี 5 กลุ่มที่เป็นลูกหนี้สหกรณ์ส่วนอีก 2 กลุ่ม คือ วัดพระธรรมกายและวัดต่างๆ คือผู้รับเคราะห์จากการรับเช็คที่มีผู้ยืมเงินสหกรณ์มาทำบุญ
เรื่องที่มันเจ็บปวดก็คือ DSI ไม่ไปตามเงินจากกลุ่มอื่นเลย
แต่เจาะจงมาตั้งข้อหาฟอกเงินกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเพียงผู้เดียวทั้งๆ ที่ท่านไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับสหกรณ์แม้แต่น้อยเลย มิหนำซ้ำ ลุกศิษย์ของท่านยังแทบจะเป็นแหล่งเงินทุนกลุ่มเดียว
ที่ช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ 53,000 คน ในเวลานี้อีกด้วย
ท่านลองพิจารณาดูกันเถิดว่า
1. เงินสหกรณ์หายไป 12,000 ล้าน จากเช็ค 857 ใบ แต่เหมารวมทุกฉบับมาตั้งข้อหาฟอกเงินกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายรูปเดียว เป็นการใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมหรือไม่
2. การตั้งข้อหาฟอกเงินของ DSI กับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จะช่วยให้สหกรณ์ฟื้นตัวและได้เงิน 12,000 ล้านคืนจากลูกหนี้ได้จริงหรือไม่
3. การตั้งข้อหาฟอกเงินกับผู้รับปลายทาง ที่สุดแล้วก็ต้องย้อนกลับไปที่ต้นทางคือสหกรณ์ด้วยโดยปริยาย ถ้าสหกรณ์มีแนวโน้มจะโดนตั้งข้อหาฟอกเงินไปด้วย จะมีแหล่งเงินทุนยื่นมือมาช่วยสหกรณ์หรือไม่
4. ถ้าสหกรณ์ล้มละลายไปเพราะการตั้งข้อหาฟอกเงินมั่วๆ ของ DSI ท่านรับผิดชอบการล้มละลายของสมาชิก 53,000 คน ไหวหรือไม่
5. ในสมาชิก 53,000 กว่าคนนี้ มีศิษย์วัดพระธรรมกายอยู่หลายพันคนบางคนก็ตายไปแล้วแต่ยังถอนเงินไม่ได้ บางคนก็ฝากเงินไว้หลายล้านแต่ถอนไม่ได้ DSI จะรับผิดชอบปัญหาของสมาชิกส่วนนี้ด้วยหรือไม่ จะช่วยหาเงินเยียวยาสมาชิกที่เป็นศิษย์วัดด้วยหรือไม่
6. เงินกองทุน 600 กว่าล้าน ที่ศิษย์วัดช่วยไป หากสหกรณ์ล้มละลายไป DSI จะรับผิดชอบความเสียหายต่อเงินกองทุนช่วยเหลือ 600 กว่าล้านนี้ด้วยหรือไม่
7. ถ้าการที่ญาติโยมมาทำบุญกับวัด คือการที่เจ้าอาวาสต้องถูกดำเนินคดีข้อหาฟอกเงินกับรับของโจร จะมีพระรูปใดกล้ามาเป็นเจ้าอาวาส จะมีประชาชนคนใดกล้ามาทำบุญ ถ้าหากการใช้กฎหมายครั้งนี้สร้างผลกระทบถึงขั้นเกิดวัดร้างขึ้น 35,000 วัด DSI รับผิดชอบต่อการล้มลงของสถาบันศาสนาได้หรือไม่
การใช้กฎหมายแต่ละข้อ จะมองแค่มุมกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองถึงแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นในวงกว้างต่อสภาพความเป็นจริงด้วย เพราะทุกอย่างที่ DSI ทำลงไป จะกลายเป็นบรรทัดฐานของการใช้ข้อหาฟอกเงินและรับของโจรกับวัดทุกวัดในพระพุทธศาสนา และการฟื้นฟูสถาบันการเงินทั้งประเทศไทย
Cr.Ptreetep Chinungkuro
แต่ไปปล่อยกู้ 12,000 ล้าน จนขาดสภาพคล่อง
บัญชีติดลบ หมุนเงินไม่ได้ จนจะล้มละลาย
ทางแก้ที่ถูกต้องที่จะฟื้นฟูสหกรณ์ได้คือ
1. ต้องขอผ่อนผันจากเจ้าหนี้
2. ต้องหาแหล่งเงินทุนเพิ่ม
3. ต้องทวงเงินจากลูกหนี้
4. ต้องเพิ่มฐานสมาชิก
ไม่ใช่ปล่อยให้ DSI มาตั้งข้อหาฟอกเงินตามใจชอบ
ซึ่งเท่ากับเป็นการแช่แข็งธุรกรรมการเงินของสหกรณ์แบบ 100 %
และมีโอกาสล้มละลายอย่างแน่นอน เพราะจะไม่มีสถาบันการเงินใดๆ ยอมปล่อยกู้ให้สกหรณ์อย่างแน่นอน ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก
ศิษย์วัดพระธรรมกายเข้าใจถึงสถานการณ์เรื่องนี้
จึงตั้งกองทุน 600 กว่าล้าน เพื่อช่วยให้สหกรณ์ฟื้นตัว
เพื่อช่วยให้สมาชิกสหกรณ์ 53,000 คน ไม่ล้มละลายตามไปด้วย
เพราะรู้ว่าในสถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้
ยากที่จะมีสถาบันการเงินใดยอมปล่อยกู้ให้อีก
มิหนำซ้ำ การที่สหกรณ์อ่อนแอแบบนี้
คู่แข่งอื่นยิ่งมองเป็นโอกาสดีที่จะลดคู่แข่ง
ซึ่งเป็นธนาคารประชาชนขนาดใหญ่ลงไปอีก 1 รายด้วย
แต่แล้วปัญหากลับยิ่งเลวร้ายลง
เมื่อ DSI กลับมาตั้งข้อหาฟอกเงินเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
ซึ่งกระทบกระเทือนใจต่อกลุ่มลูกศิษย์ที่ลงขันช่วยสหกรณ์เป็นอย่างมาก
1. รู้สึกเหมือนถูกสหกรณ์หักหลัง ทั้งที่จริงใจช่วยเหลือ
2. รู้สึกเหมือน DSI ต้องการเจาะจงเล่นงานเฉพาะวัดพระธรรมกาย
3. รู้สึกเหมือนกำลังหลอกสมาชิกสหกรณ์ 53,000 คน ว่าเงิน 12,000 ล้าน สามารถตามทวงคืนได้ที่วัดพระธรรมกาย
>>>>แต่ในความเป็นจริง เงิน 12,000 ล้านนั้น จากเช็ค 857 ใบนั้นถูกกระจายออกไป 7 กลุ่ม ใน 7 กลุ่มนี้ มี 5 กลุ่มที่เป็นลูกหนี้สหกรณ์ส่วนอีก 2 กลุ่ม คือ วัดพระธรรมกายและวัดต่างๆ คือผู้รับเคราะห์จากการรับเช็คที่มีผู้ยืมเงินสหกรณ์มาทำบุญ
เรื่องที่มันเจ็บปวดก็คือ DSI ไม่ไปตามเงินจากกลุ่มอื่นเลย
แต่เจาะจงมาตั้งข้อหาฟอกเงินกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเพียงผู้เดียวทั้งๆ ที่ท่านไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับสหกรณ์แม้แต่น้อยเลย มิหนำซ้ำ ลุกศิษย์ของท่านยังแทบจะเป็นแหล่งเงินทุนกลุ่มเดียว
ที่ช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ 53,000 คน ในเวลานี้อีกด้วย
ท่านลองพิจารณาดูกันเถิดว่า
1. เงินสหกรณ์หายไป 12,000 ล้าน จากเช็ค 857 ใบ แต่เหมารวมทุกฉบับมาตั้งข้อหาฟอกเงินกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายรูปเดียว เป็นการใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมหรือไม่
2. การตั้งข้อหาฟอกเงินของ DSI กับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จะช่วยให้สหกรณ์ฟื้นตัวและได้เงิน 12,000 ล้านคืนจากลูกหนี้ได้จริงหรือไม่
3. การตั้งข้อหาฟอกเงินกับผู้รับปลายทาง ที่สุดแล้วก็ต้องย้อนกลับไปที่ต้นทางคือสหกรณ์ด้วยโดยปริยาย ถ้าสหกรณ์มีแนวโน้มจะโดนตั้งข้อหาฟอกเงินไปด้วย จะมีแหล่งเงินทุนยื่นมือมาช่วยสหกรณ์หรือไม่
4. ถ้าสหกรณ์ล้มละลายไปเพราะการตั้งข้อหาฟอกเงินมั่วๆ ของ DSI ท่านรับผิดชอบการล้มละลายของสมาชิก 53,000 คน ไหวหรือไม่
5. ในสมาชิก 53,000 กว่าคนนี้ มีศิษย์วัดพระธรรมกายอยู่หลายพันคนบางคนก็ตายไปแล้วแต่ยังถอนเงินไม่ได้ บางคนก็ฝากเงินไว้หลายล้านแต่ถอนไม่ได้ DSI จะรับผิดชอบปัญหาของสมาชิกส่วนนี้ด้วยหรือไม่ จะช่วยหาเงินเยียวยาสมาชิกที่เป็นศิษย์วัดด้วยหรือไม่
6. เงินกองทุน 600 กว่าล้าน ที่ศิษย์วัดช่วยไป หากสหกรณ์ล้มละลายไป DSI จะรับผิดชอบความเสียหายต่อเงินกองทุนช่วยเหลือ 600 กว่าล้านนี้ด้วยหรือไม่
7. ถ้าการที่ญาติโยมมาทำบุญกับวัด คือการที่เจ้าอาวาสต้องถูกดำเนินคดีข้อหาฟอกเงินกับรับของโจร จะมีพระรูปใดกล้ามาเป็นเจ้าอาวาส จะมีประชาชนคนใดกล้ามาทำบุญ ถ้าหากการใช้กฎหมายครั้งนี้สร้างผลกระทบถึงขั้นเกิดวัดร้างขึ้น 35,000 วัด DSI รับผิดชอบต่อการล้มลงของสถาบันศาสนาได้หรือไม่
การใช้กฎหมายแต่ละข้อ จะมองแค่มุมกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองถึงแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นในวงกว้างต่อสภาพความเป็นจริงด้วย เพราะทุกอย่างที่ DSI ทำลงไป จะกลายเป็นบรรทัดฐานของการใช้ข้อหาฟอกเงินและรับของโจรกับวัดทุกวัดในพระพุทธศาสนา และการฟื้นฟูสถาบันการเงินทั้งประเทศไทย
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)